สัญลักษณ์เขียนแบบ Drawing รวมแบบที่ควรรู้ก่อนจ้างผู้รับเหมาก่อสร้าง

สัญลักษณ์เขียนแบบ Drawing

การเขียนแบบ คือภาษาภาพกราฟิกมาตรฐานที่ใช้สัญลักษณ์ ข้อความ และภาพวาด เพื่อสื่อสารและบันทึกข้อมูลทางเทคนิคของวัตถุอย่างครบถ้วน หนึ่งหัวใจสำคัญคือสัญลักษณ์เขียนแบบ Drawing ซึ่งเป็นเครื่องมือสื่อสารที่แม่นยำระหว่างวิศวกรกับช่างผลิต เพื่อให้ทุกคนเข้าใจข้อกำหนดการออกแบบและสามารถนำไปสร้างหรือบำรุงรักษาได้อย่างถูกต้องและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด

ในบทความนี้ทาง iwa Design จะพาผู้อ่านไปทำความรู้จักกับการเขียนแบบวิศวกรรม ประเภทการเขียนแบบสถาปัตยกรรมภายใน/มัณฑนศิลป์ให้มากยิ่งขึ้นว่าคืออะไร มีกี่ประเภท พร้อมแนะนำการอ่านสัญลักษณ์เขียนแบบ Drawing หาคำตอบได้ในบทความนี้

Highlight

  • การเขียนแบบ คือภาษาภาพกราฟิกมาตรฐานที่ใช้สื่อสารและบันทึกข้อมูลทางเทคนิคทั้งหมดของวัตถุหรือระบบอย่างแม่นยำ
  • การเขียนแบบก่อสร้าง (Construction Drawing) มักใช้ในงานก่อสร้างจริง ซึ่งประกอบไปด้วยแบบผลิต/แบบถอดประกอบ (Shop Drawing) และแบบตามที่สร้างจริง (As-Built Drawing)
  • การเขียนแบบมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อบันทึกการออกแบบ, วิเคราะห์โครงสร้าง และเป็นเครื่องมือสื่อสารหลักสำหรับการ ผลิต, ตรวจสอบ และบำรุงรักษา
  • สัญลักษณ์เขียนแบบ Drawing เช่น เส้นบอกระยะ, รูปด้าน, รูปตัด, หรือสัญลักษณ์ประตู/หน้าต่าง ทำหน้าที่ถ่ายทอดรายละเอียดเฉพาะเจาะจงที่จำเป็นต่อการก่อสร้างและการผลิตตามมาตรฐาน

 

สารบัญบทความ

 

การเขียนแบบวิศวกรรม คืออะไร

การเขียนแบบวิศวกรรม (Drawing Engineer) คือ ภาษาภาพกราฟิกมาตรฐานที่ใช้เป็นสื่อกลางในการสื่อสารและบันทึกข้อมูลทางเทคนิคของวัตถุหรือระบบทางวิศวกรรม โดยใช้สัญลักษณ์ ข้อความ และภาพวาด เพื่อแสดงรายละเอียดที่ครบถ้วน

สัญลักษณ์เขียนแบบ Drawing ทำหน้าที่เป็นตัวช่วยในการสื่อสารที่แม่นยำระหว่างวิศวกร กับบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เช่น อินทีเรีย ช่างผลิต ผู้ตรวจสอบ หรือทีมซ่อมบำรุง เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและสามารถนำข้อกำหนดการออกแบบไปผลิต ตรวจสอบ หรือบำรุงรักษาได้อย่างถูกต้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด

นอกจากนี้ แบบสถาปัตยกรรมภายในหรือมัณฑนศิลป์จากทาง iwa Design ก็ใช้หลักการสื่อสารแบบกราฟิกเดียวกัน แต่เน้นไปที่รายละเอียดความสวยงาม การใช้งาน และวัสดุภายในพื้นที่ เช่น การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ วัสดุผนัง-พื้น-เพดาน ไฟฟ้าแสงสว่าง และการเลือกใช้สี เพื่อให้ช่างตกแต่งและผู้รับเหมาดำเนินการได้ตรงตามเจตนาของผู้ออกแบบอย่างสมบูรณ์

ทำไมต้องมีการเขียนแบบวิศวกรรม และแบบสถาปัตยกรรมภายใน/มัณฑนศิลป์

การเขียนแบบวิศวกรรมมีจุดประสงค์หลักคือการสร้างภาพและบันทึกการออกแบบทางวิศวกรรม เพื่อให้วิศวกรสามารถมองเห็นและวิเคราะห์โครงสร้าง ฟังก์ชัน และประสิทธิภาพของวัตถุได้อย่างละเอียดในระหว่างกระบวนการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นการRestaurant construction หรือออกแบบออฟฟิศ สำนักงาน เป็นต้น

การเขียนแบบยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารและทำงานร่วมกันระหว่างบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้รับเหมา วิศวกร และช่าง ช่วยถ่ายทอดรายละเอียดที่แม่นยำและเป็นมาตรฐาน นอกจากนี้ ยังเป็นรากฐานและเอกสารอ้างอิงสำคัญสำหรับการผลิต การตรวจสอบ การบำรุงรักษา และการจัดการประวัติการออกแบบของวัตถุทางวิศวกรรมนั้น ๆ อีกด้วย

โดยแบบมัณฑนศิลป์จากทาง iwa Design มีความสำคัญเพื่อกำหนดรูปลักษณ์ วัสดุ และอารมณ์ของพื้นที่ภายในอาคารอย่างชัดเจน ใช้สื่อสารรายละเอียดของ งานตกแต่งภายในทั้งหมด เช่น ตำแหน่งเฟอร์นิเจอร์ วัสดุปูผิว ระบบแสงสว่าง และงานระบบเฉพาะจุด เพื่อให้การทำงานของช่างตกแต่งภายในและผู้รับเหมาเป็นไปตามวิสัยทัศน์การออกแบบอย่างสมบูรณ์

การเขียนแบบสถาปัตยกรรมภายใน/มัณฑนศิลป์ (Interior Architecture/Design Drawing) มีกี่ประเภท

สัญลักษณ์เขียนแบบ Drawing มีกี่แบบ

การจำแนกประเภทของแบบสถาปัตยกรรมภายใน ช่วยให้วิศวกรและผู้ปฏิบัติงานเลือกใช้รูปแบบที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์และขั้นตอนการทำงาน เช่น งานออกแบบร้านค้า งานออกแบบที่อยู่อาศัย ตลอดจนงาน承接室内装饰工程。 ทำให้การสื่อสารและกระบวนการทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยหลักการจำแนกที่ใช้กันทั่วไปมีดังนี้

1. ประเภทตามเนื้อหาและการใช้งาน

  • แบบออกแบบ (Design Drawing): ใช้ในขั้นตอนการออกแบบเพื่อแสดงแนวคิดและตรวจสอบการออกแบบ มีข้อมูลเกี่ยวกับรูปร่าง ขนาด โครงสร้าง และฟังก์ชันการทำงาน แต่ยังไม่ครบถ้วนทั้งหมด
  • แบบก่อสร้าง (Construction Drawing): แบบที่ใช้ในการก่อสร้างจริง ประกอบด้วย
    • แบบทำงาน (Working Drawing) เป็นคู่มือหลักในการผลิต ติดตั้ง และก่อสร้าง
    • แบบผลิต/แบบถอดประกอบ (Shop Drawing) ที่มีรายละเอียดเฉพาะเจาะจงสำหรับการผลิตส่วนประกอบหรือชิ้นส่วนย่อย
    • แบบตามที่สร้างจริง (As-Built Drawing) ที่แก้ไขจากแบบทำงานให้ตรงกับสภาพการก่อสร้างที่เสร็จสมบูรณ์จริง
    • รายการประกอบแบบ (Specifications) ส่วนที่เป็นข้อความ อธิบายรายละเอียดของวัสดุ คุณภาพ และวิธีการติดตั้ง

2. ประเภทตามวิธีการเขียน

  • การเขียนด้วยมือ (Manual Drafting): เป็นวิธีการแบบดั้งเดิมที่ใช้ดินสอและเครื่องมือต่าง ๆ เขียนบนกระดาษ ปัจจุบันไม่นิยมใช้แล้วและถูกแทนที่ด้วยคอมพิวเตอร์
  • การเขียนด้วยคอมพิวเตอร์ (Computer-Aided Drafting): เป็นวิธีการที่ทันสมัย โดยใช้ซอฟต์แวร์ เช่น AutoCAD มีข้อดีคือรวดเร็ว แม่นยำ และแก้ไขได้ง่าย
  • การสร้างแบบจำลอง 3 มิติ (3D Modeling & Perspectives): เป็นการสร้างแบบจำลองเสมือนจริงของวัตถุหรืออาคาร โดยใช้โปรแกรม เช่น Sketchup, SolidWorks, 3D Max เพื่อให้เห็นภาพในมุมมองสามมิติอย่างสมจริง

องค์ประกอบ และวิธีอ่านแบบ Drawing ทำได้อย่างไร

สัญลักษณ์เขียนแบบ Drawing มีอะไรบ้าง

การอ่านแบบเบื้องต้นต้องอาศัยความเข้าใจในองค์ประกอบสำคัญต่างๆ ซึ่งประกอบด้วยเส้น, สัญลักษณ์, มาตราส่วน, การกำหนดขนาด, และความคลาดเคลื่อน โดยองค์ประกอบเหล่านี้ทำหน้าที่สื่อสารข้อมูลที่จำเป็นในการผลิตและประกอบชิ้นงาน

การอ่านเส้น

เส้นเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในสัญลักษณ์เขียนแบบ Drawing โดยเส้นแต่ละประเภทมีลักษณะและความหมายที่แตกต่างกันไป เช่น

  • เส้นเต็ม (Solid Lines): ใช้แสดงขอบและส่วนที่มองเห็นได้ของวัตถุ
  • เส้นประ (Dashed Lines): ใช้แสดงขอบหรือส่วนที่ถูกบดบังจากมุมมอง
  • เส้นศูนย์กลาง (Centerlines): เป็นเส้นยาวสลับสั้น ใช้แสดงแกนสมมาตรหรือจุดศูนย์กลางของวงกลมและรู
  • เส้นตัด (Section Lines): เป็นเส้นทแยงมุมบางๆ ใช้แสดงพื้นที่ที่ถูกตัดออกมาเพื่อให้เห็นโครงสร้างภายใน

ในการอ่านแบบก่อสร้าง เราต้องให้ความสำคัญกับ ลำดับความสำคัญของเส้น โดยเส้นที่มองเห็นได้ (เส้นเต็ม) จะมีความสำคัญสูงสุด ตามมาด้วยเส้นประ และเส้นศูนย์กลาง ตามลำดับ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนเมื่อเส้นต่าง ๆ ทับซ้อนกัน

การอ่านสัญลักษณ์

สัญลักษณ์เขียนแบบ คือเครื่องหมายกราฟิกที่ใช้ระบุข้อมูลเฉพาะต่าง ๆ เช่น สภาพพื้นผิว, วัสดุ, รอยเชื่อม เป็นต้น การอ่านสัญลักษณ์เขียนแบบ Drawing จะมีรูปร่างและตำแหน่งที่กำหนดไว้เพื่อสื่อสารข้อมูลที่สำคัญอย่างรัดกุม สัญลักษณ์ ตัวอย่างเช่น สัญลักษณ์รอยเชื่อมจะบอกชนิดของรอยต่อ, ขนาด และตำแหน่งที่ต้องเชื่อมต่อกัน เพื่อให้ช่างผู้ผลิตเข้าใจได้อย่างถูกต้องว่าต้องดำเนินการอย่างไร

การอ่านมาตราส่วน (Scale)

มาตราส่วนจะบอกความสัมพันธ์ระหว่างขนาดในแบบกับขนาดจริงของวัตถุ ตัวอย่างเช่น

  • มาตราส่วน 1:100 หมายความว่า ขนาดในแบบ 1 หน่วย เท่ากับขนาดจริง 100 หน่วย (แบบย่อส่วน) ใช้สำหรับแปลนอาคาร แผนผังบริเวณ
  • มาตราส่วน 1:50 หมายความว่า ขนาดในแบบ 1 หน่วย เท่ากับขนาดจริง 50 หน่วย (แบบขยายส่วน) ใช้สำหรับแบบแปลน แบบรูปตัด และรูปด้านโดยละเอียด
  • มาตราส่วน 1:75 หมายความว่า ขนาดในแบบ 1 หน่วย เท่ากับขนาดจริง 75 หน่วย (แบบขยายส่วน)

มาตราส่วนมักจะถูกระบุไว้ที่มุมขวาล่างของแบบ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่าแบบนั้นถูกย่อหรือขยายมาจากขนาดจริงกี่เท่า

การอ่านการกำหนดขนาด (Dimensioning)

การกำหนดขนาดคือการให้ข้อมูลเชิงตัวเลขที่ระบุ ความยาว, ความกว้าง, ความสูง, เส้นผ่านศูนย์กลาง, หรือมุม ของวัตถุ โดยข้อมูลเหล่านี้จะมาพร้อมกับหน่วยวัด (เช่น mm) และสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้อง การอ่านการกำหนดขนาดที่ถูกต้องต้องสังเกตดังนี้

  • ตำแหน่ง: ตัวเลขบอกขนาดจะอยู่บนเส้นบอกขนาด (Dimension Line) ซึ่งลากเชื่อมระหว่างเส้นช่วยบอกขนาด (Extension Lines) ที่ยื่นออกมาจากขอบของวัตถุ
  • ลำดับ: การกำหนดขนาดจะถูกระบุจากภาพรวมไปสู่รายละเอียด และจากขนาดใหญ่ไปขนาดเล็ก

ตัวอย่างสัญลักษณ์เขียนแบบ Drawing ที่ควรรู้

สัญลักษณ์เขียนแบบ Drawing เบื้องต้น

การอ่านแบบก่อสร้างต้องอาศัยการทำความเข้าใจสัญลักษณ์เฉพาะทางต่าง ๆ ต่อไปนี้คือตัวอย่างสัญลักษณ์เขียนแบบ Drawing ที่คุณควรรู้

  • สัญลักษณ์รูปด้าน: ระบุทิศทางการมองเพื่อดูรายละเอียดภายนอกหรือภายในอาคาร ลูกศรหันเข้าหากันแสดงรูปด้านภายนอกอาคาร ลูกศรหันออกแสดงรูปด้านภายในอาคาร ตัวเลขด้านบนหมายถึงด้านของแปลน ส่วนตัวเลขด้านล่างคือหน้าที่แสดงรูปด้านนั้น ๆ
  • สัญลักษณ์ทิศ (North Arrow): สัญลักษณ์ที่สำคัญมากในการวางผัง (Site Plan) เพื่อบ่งชี้ทิศเหนือที่แท้จริงของโครงการ มักจะเป็นรูปหัวลูกศรหรือรูปเข็มทิศเพื่อให้สามารถวางแผนการรับแสงแดดและทิศทางลมได้อย่างถูกต้อง
  • สัญลักษณ์รูปตัด: แสดงแนวที่อาคารถูก “ตัด” เพื่อให้เห็นโครงสร้างภายในและความสูง ตัวเลขข้างบน คือหมายเลขรูปตัด ส่วนตัวเลขข้างล่าง คือหมายเลขหน้าที่แสดงรูปตัดนั้น ใช้เพื่ออ้างอิงและค้นหารูปตัดโดยละเอียดในแบบก่อสร้าง
  • เส้นบอกระยะ (Dimention): ใช้บอกขนาดความกว้างและความยาวที่แน่นอนของส่วนต่าง ๆ ในแปลน เส้นบอกระยะที่มีวงกลมทับ หมายถึงการวัดจากจุดศูนย์กลางถึงจุดศูนย์กลาง (Center to Center) ซึ่งมักใช้เพื่อระบุระยะห่างระหว่างเสาแต่ละต้น
  • สัญลักษณ์วัสดุ (Material Hatching/Pattern): เช่น ลายอิฐ ลายคอนกรีต หรือลายไม้ เป็นลวดลายหรือการแรเงาที่ใช้แสดงชนิดของวัสดุที่ใช้ในรูปตัดหรือรูปด้าน ช่วยให้ผู้อ่านแบบทราบถึงโครงสร้างและองค์ประกอบของผนัง พื้น หรือองค์อาคารอื่น ๆ
  • สัญลักษณ์ประตู (D) และหน้าต่าง (W): แสดงตำแหน่งและชนิดในแปลนพื้น ส่วนมากจะใช้รหัส “DW” (Door/Window) นำหน้า ตามด้วยตัวเลข (เช่น DW01) เพื่ออ้างอิงไปยังตารางสรุปรายการ (Schedule) หรือแบบขยาย (Detail Drawing) โดยเฉพาะ
  • สัญลักษณ์บันได: เป็นเส้นขีดๆ เรียงกันตามจำนวนขั้นบันได สามารถนับจำนวนขั้นได้จริง มีคำว่า ‘ขึ้น (UP)’ หรือ ‘ลง (DN)’ พร้อมลูกศรกำกับ เพื่อบอกทิศทางการเดินให้ชัดเจนในแปลนพื้น
  • สัญลักษณ์บอกชื่อห้อง: ให้ข้อมูลสำคัญนอกเหนือจากชื่อห้อง โดยระบุชนิดของวัสดุที่ใช้ทำพื้นห้องนั้น ๆ รวมถึงระดับความสูงของพื้นห้อง เมื่อเทียบกับระดับพื้นอ้างอิงเริ่มต้น

วิธีเขียนสัญลักษณ์เขียนแบบสถาปัตยกรรมภายใน/มัณฑนศิลป์ (Interior Architecture/Design Drawing) ทำได้อย่างไร

วิธี Drawing ชิ้นงานแบบสถาปัตยกรรมภายในหรือมัณฑนศิลป์ มีสองวิธีหลัก คือ การวาดด้วยมือแบบดั้งเดิม และการเขียนแบบ Drawing ด้วยคอมพิวเตอร์ (CAD) การวาดด้วยมือใช้เครื่องมือวาดภาพพื้นฐานบนกระดาษ เหมาะสำหรับงานง่ายและภาพร่าง แต่มีประสิทธิภาพและความแม่นยำต่ำ ในขณะที่ CAD ใช้ซอฟต์แวร์ เช่น AutoCAD บนคอมพิวเตอร์ ซึ่งให้ประสิทธิภาพสูง แม่นยำ และยืดหยุ่นกว่ามาก

  • การวาดภาพด้วยมือ: เริ่มต้นด้วยการเตรียมเครื่องมือ วาดกรอบ และ แถบชื่อเรื่อง บนกระดาษ จากนั้นใช้หลักการฉายภาพเพื่อวาดมุมมองของวัตถุด้วยไม้บรรทัดและวงเวียนอย่างละเอียด เมื่อได้รูปร่างแล้วจึงทำการกำหนดขนาด โดยวาดเส้นมิติและค่าตัวเลขตามลำดับจากภาพรวมไปสู่รายละเอียด สุดท้ายให้วาดสัญลักษณ์พิเศษตามมาตรฐาน และ ตรวจสอบแก้ไข
  • การเขียนแบบด้วยคอมพิวเตอร์: เริ่มต้นด้วยการเตรียมซอฟต์แวร์และตั้งค่าไฟล์ใหม่ จากนั้นใช้เครื่องมือในโปรแกรมเพื่อวาดกรอบและแถบชื่อเรื่อง ตามมาตรฐานการวาดมุมมอง สามารถทำได้โดยตรงหรือสร้างจากโมเดล 3 มิติในโปรแกรม แล้วจึงใช้เครื่องมือกำหนดขนาด และวาดสัญลักษณ์ต่างๆ โดยอัตโนมัติ การใช้ CAD ช่วยให้การตรวจสอบและแก้ไขง่ายและรวดเร็ว

สัญลักษณ์เขียนแบบ Drawing องค์ประกอบเพื่องานที่สมบูรณ์แบบ

การเขียนแบบสถาปัตยกรรมภายในและมัณฑนศิลป์ (Interior Architecture/Design Drawing) คือ ภาษาภาพกราฟิกมาตรฐานที่ใช้สื่อสารข้อมูลทางเทคนิคทั้งหมดของวัตถุหรือระบบ โดยใช้สัญลักษณ์เขียนแบบ Drawing ข้อความ และภาพวาด เพื่อแสดงรายละเอียดที่ครบถ้วน การเขียนแบบมีจุดประสงค์หลักเพื่อบันทึกการออกแบบ และเป็นเครื่องมือในการสื่อสารที่แม่นยำระหว่างวิศวกรกับช่างผลิต เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามมาตรฐานทั้งหมด

เพื่อให้การออกแบบภายในและการก่อสร้างเป็นไปอย่างแม่นยำและมีคุณภาพสูงสุด iwa Design คือบริษัทรับเหมาตกแต่งภายในและก่อสร้างแบบครบวงจร ที่ใส่ใจในรายละเอียดทางเทคนิค ด้วยการมีทีมสถาปนิกและวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ ช่วยให้สามารถสื่อสารข้อมูลที่ซับซ้อนได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐาน ทำให้ทุกขั้นตอนการผลิตและการติดตั้งชิ้นงานมีคุณภาพระดับสากล

สนใจบริการออกแบบ บิ้วอิน หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสัญลักษณ์เขียนแบบ Drawing

วาดสัญลักษณ์เขียนแบบ Drawing มีข้อดีอย่างไร

การใช้สัญลักษณ์เขียนแบบ Drawing ช่วยให้แบบมีความแม่นยำสูง และลดความกำกวมในการสื่อสารข้อมูลทางเทคนิคที่ซับซ้อน เช่น ความคลาดเคลื่อนของขนาดหรือรายละเอียดของรอยเชื่อม ทำให้ช่างผลิตทำงานได้อย่างถูกต้องตรงตามความต้องการของวิศวกร

จ้างผู้รับเหมา ต้องรู้สัญลักษณ์เขียนแบบ Drawing ไหม

หากอยากจ้างผู้รับเหมา โดยทั่วไปเราไม่จำเป็นต้องอ่านรายละเอียดสัญลักษณ์ทุกตัว แต่ควรมีความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับสัญลักษณ์ Drawing เบื้องต้น เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของแบบที่ได้รับ และสามารถสื่อสารกับทีมสถาปนิก/วิศวกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับการติดตั้งและการประกอบ

Read < 1 minute

แชร์โพสต์นี้

บ้านไอเดีย

RELATED ARTICLES

construction

การบริหารเวลาในงานก่อสร้างภายใน

Read < 1 minute อิวา ดีไซน์ เราเติบโตมากับงานก่อสร้างภายใน ประเภท Commercial ดังนั้นการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพและเสร็จทันตามกำหนดถือเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้งานเสร็จทันตามกำหนดเวลา และไม่ส่งผลกระทบต่องานในขั้นตอนอื่นๆ อิวา ดีไซน์จะมาแชร์เคล็ดลับดีๆจากการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์กว่า 10 ปี