Co-working Space Design คืออะไร ส่องไอเดียออกแบบที่น่าสนใจ

Co-working Space Design

ในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่การทำงานรูปแบบ Hybrid การออกแบบ Co-working Space Design จึงไม่ใช่เพียงแค่การจัดวางโต๊ะและเก้าอี้ในพื้นที่เปิดโล่งอีกต่อไป แต่คือการสร้างระบบนิเวศการทำงานที่สมบูรณ์แบบ (Workplace Ecosystem) พื้นที่เหล่านี้ถูกออกแบบอย่างมีกลยุทธ์เพื่อทำลายขีดจำกัดของออฟฟิศแบบเดิม โดยผสานนวัตกรรมงานระบบอาคารที่ทันสมัย เข้ากับหลักจิตวิทยาการใช้พื้นที่ เพื่อตอบโจทย์ตั้งแต่นักศึกษาที่ต้องการสมาธิ ไปจนถึงบริษัทสตาร์ตอัปที่มองหาความคล่องตัว

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบพื้นที่เชิงพาณิชย์ เรามองว่า Co-working Space คือการลงทุนในความยืดหยุ่นที่ต้องมาพร้อมกับฟังก์ชันที่ชาญฉลาด บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึก 10 ไอเดียการออกแบบ Co-working Space Design ที่ผ่านการคิดวิเคราะห์มาแล้วว่าช่วยยกระดับประสิทธิภาพการทำงานได้จริง และสร้างความคุ้มค่าสูงสุดในระยะยาวให้กับเจ้าของโครงการ

Highlight

  • Co-working Space Design ที่เน้นความยืดหยุ่น ควรเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์น็อคดาวน์ ที่ปรับเปลี่ยนได้และวางผังแบบ Agility ช่วยให้พื้นที่รองรับทั้งการทำงานส่วนตัวและการจัดกิจกรรมได้อย่างคุ้มค่า
  • Co-working Space ควรจัด Zoning ที่ชัดเจนระหว่างพื้นที่พบปะกับโซนทำงานเงียบ ช่วยลดการรบกวนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้แก่ผู้ใช้งานทุกกลุ่ม
  • การออกแบบที่เน้นสุขภาพด้วยแสงธรรมชาติ ระบบหมุนเวียนอากาศ และเฟอร์นิเจอร์ตามหลักสรีระ ช่วยให้ผู้ใช้งานนั่งทำงานได้นานขึ้นโดยไม่ล้า
  • Co-working Space Design ต้องเริ่มจากการเข้าใจผู้ใช้งานหลัก เพื่อเลือกสไตล์การตกแต่งและฟังก์ชันห้องประชุมหรือพื้นที่ส่วนตัวให้ตอบโจทย์พฤติกรรมเฉพาะกลุ่ม

 

สารบัญบทความ

 

Co-Working Space คืออะไร

Co-Working Space คือพื้นที่ทำงานร่วมกันของคนวัยทำงาน ตลอดจนกลุ่มนักเรียน นักศึกษา มอบความยืดหยุ่นและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เหมาะสำหรับคนหลายกลุ่มที่ต้องการสภาพแวดล้อมการทำงานที่แตกต่างไปจากที่บ้านหรือออฟฟิศแบบเดิม ๆ พื้นที่นี้เปิดโอกาสให้เกิดการสร้างเครือข่ายและการแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการสมาธิ ความยืดหยุ่น และต้นทุนการทำงานที่ไม่สูง

Co-Working Space มีประโยชน์อย่างไร

Co-working Space ไม่ใช่แค่พื้นที่สำหรับการทำงานทั่ว ๆ ไป แต่ออกแบบมาให้รองรับการทำงานที่ตอบโจทย์ผู้คนหลากหลายอาชีพ พร้อมทั้งบรรยากาศที่กระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดสร้างสรรค์ Co-Working Space จึงเป็นพื้นที่ทำงานที่มีประโยชน์มากมาย เช่น

  • เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน บรรยากาศที่เหมาะกับการทำงาน ทั้งห้องประชุม อินเตอร์เน็ต โต๊ะทำงาน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ช่วยให้จดจ่อและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ความยืดหยุ่น เลือกใช้บริการได้ตามความต้องการ ไม่จำเป็นต้องผูกมัดด้วยสัญญาเช่าระยะยาว
  • ลดต้นทุน ไม่ต้องลงทุนกับอุปกรณ์สำนักงาน หรือค่าใช้จ่ายในการเช่าหรือซื้อออฟฟิศ
  • สร้างเครือข่ายและเปิดโอกาสให้ธุรกิจ เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้วัยทำงานได้พบปะ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้คนจากหลากหลายวงการและสาขาอาชีพที่มารวมตัวกัน

Co-Working Space มีประโยชน์กับคนหลากหลายกลุ่ม ดังนี้

  • พนักงานบริษัท คนที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานเดิม ๆ หรือทำงานจากระยะไกล (Remote Working) และมองหาที่ทำงานที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม
  • บริษัทสตาร์ตอัป บริษัทขนาดเล็ก หรือธุรกิจเริ่มต้น ที่กำลังมองหาพื้นที่ทำงานที่ยืดหยุ่น ต้นทุนต่ำ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการเช่าออฟฟิศขนาดใหญ่
  • ฟรีแลนซ์ เช่น นักเขียน ดีไซเนอร์ นักวาด หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระอื่น ๆ ที่ต้องการหลีกหนีความเหงาจากการทำงานที่บ้าน และมองหาพื้นที่ที่มีความเป็นมืออาชีพ
  • นักศึกษา นักเรียน หรือนักศึกษา ที่มองหาพื้นที่เงียบสงบ มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เพื่ออ่านหนังสือ ทำรายงานกลุ่ม หรือทำงานส่งอาจารย์

กลยุทธ์การออกแบบ Co-working Space Design ฉบับเจาะลึกโดยผู้เชี่ยวชาญ

กลยุทธ์ออกแบบ Co-working Space 

การสร้างพื้นที่ทำงานร่วมกันผ่านการออกแบบ Co-working Space Design ให้ประสบความสำเร็จไม่ใช่แค่การมีโต๊ะและอินเทอร์เน็ต แต่คือการบริหารจัดการ “ประสบการณ์” และ “พลังงาน” ของผู้คนในพื้นที่ นี่คือหลักการสำคัญที่เจ้าของธุรกิจและผู้ออกแบบต้องคำนึงถึงเพื่อให้พื้นที่ทำงานแห่งนี้ตอบโจทย์การใช้งานจริงและสร้างกำไรในระยะยาว

1. หลักการออกแบบที่เน้นความยืดหยุ่น (Flexibility)

หัวใจสำคัญของ Co-working Space คือ “Agility” หรือความคล่องตัว พื้นที่ต้องสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ใช้งานที่หลากหลาย (Activity-Based Working) เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดในทุกตารางเมตร

  • Modular Furniture: เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์น็อคดาวน์ที่มีล้อลากหรือถอดประกอบได้ เพื่อให้สามารถเปลี่ยนจากพื้นที่นั่งทำงานรวมไปเป็นพื้นที่จัด Event หรือ Workshop ขนาดใหญ่ได้ภายในเวลาไม่กี่นาที
  • Scalability: การจัดวาง Co-working Space Plan ต้องคำนึงถึงตำแหน่งปลั๊กไฟและระบบ LAN แบบกระจายตัว (Grid System) เพื่อรองรับการเพิ่มหรือลดจำนวนที่นั่งในอนาคตโดยไม่ต้องรื้อถอนระบบใหม่ให้วุ่นวาย
  • Adaptable Layout: การออกแบบควรเน้นพื้นที่เปิดโล่งที่สามารถกั้นแบ่งด้วยฉากกั้นแบบเคลื่อนย้ายได้ ช่วยให้เจ้าของธุรกิจปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการได้ตามเทรนด์การทำงานที่เปลี่ยนไป

2. การแบ่งโซนการใช้งาน (Zoning Strategy)

การวางผัง Co-working Space Design ที่ดีต้องคำนึงถึง “Acoustic & Flow” หรือเรื่องเสียงและการเคลื่อนที่ของคนในอาคาร โดยควรแบ่งตามระดับการใช้สมาธิเพื่อให้ทุกคนทำงานได้อย่างราบรื่นใน Share Space เดียวกัน

  • High Energy Zone: โซน Hot Desk และโซนพักผ่อนควรอยู่ใกล้ทางเข้าและ Pantry เพื่อให้เสียงจากการพูดคุยไม่รบกวนโซนอื่นที่ต้องการความสงบ
  • Deep Work Zone: ควรแยกโซนเงียบออกจากพื้นที่หลักด้วยผนังกันเสียงหรือชั้นวางหนังสือขนาดใหญ่ และควรมี Co-working Space ห้องส่วนตัวสำหรับบริษัทขนาดเล็กที่ต้องการความสม่ำเสมอในการเข้าใช้งาน
  • Meeting & Phone Booth: ห้องประชุมควรตั้งอยู่กึ่งกลางเพื่อให้สมาชิกเข้าถึงง่าย ส่วน Phone Booth หรือตู้โทรศัพท์ส่วนตัวควรมีกระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ เพื่อลดปัญหาเสียงรบกวนจากการคุยโทรศัพท์ในพื้นที่ส่วนกลาง
  • Amenities Area: การจัดสรรพื้นที่สำหรับห้องน้ำและห้องอาบน้ำจะช่วยเพิ่มมูลค่าได้มหาศาลสำหรับคนทำงานสาย Tech รวมถึงการมี Game/Nap Room ที่แยกเป็นสัดส่วนชัดเจนพร้อมระบบกันเสียง

3. การออกแบบเพื่อความสบายในระยะยาว (Human-Centric Design)

ผู้ใช้งาน Co-working Space ส่วนใหญ่มักนั่งทำงานในพื้นที่เหล่านี้นานเกิน 4-6 ชั่วโมงต่อวัน ดังนั้น อินทีเรีย คือผู้มีบทบาทสำคัญในการออกแบบองค์ประกอบที่ส่งผลต่อสุขภาพและประสิทธิภาพในการทำงานโดยตรง

  • Circadian Lighting: การใช้ระบบไฟที่ปรับอุณหภูมิสีตามช่วงเวลาของวัน (เช้าแสงขาวเพื่อกระตุ้นสมอง เย็นแสงส้มเพื่อผ่อนคลาย) จะช่วยลดความล้าของสมองและสายตาได้เป็นอย่างดี
  • Visual & Sound: การเลือกวัสดุตกแต่งผนัง ด้วยแผ่นซับเสียงหรือวัสดุที่มี Texture นุ่มนวล จะช่วยลดเสียงสะท้อนที่น่ารำคาญในห้องกว้าง และสร้างบรรยากาศที่ดูผ่อนคลายแต่ยังคงความมืออาชีพ
  • Custom Comfort: การเลือกบริการรับทำเฟอร์นิเจอร์ตามแบบจะช่วยให้คุณได้โต๊ะและเก้าอี้ที่รับกับสรีระของผู้ใช้งานหลากหลายกลุ่ม ช่วยลดอาการออฟฟิศซินโดรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • Air Quality: ระบบฟอกอากาศและการเติมอากาศบริสุทธิ์ (Fresh Air Intake) เป็นสิ่งสำคัญมากในพื้นที่ที่มีคนหนาแน่น เพื่อป้องกันอาการง่วงนอนจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สะสม

4. การคิด Concept เริ่มต้นที่ “Who” ไม่ใช่ “Where”

ก่อนจะส่งงานไปยังผู้รับเหมาก่อสร้าง คุณต้องตอบถามให้ชัดว่า “ใครคือผู้ใช้หลัก?” เพราะพฤติกรรมแต่ละกลุ่มต้องการสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

  • Freelance/Solopreneurs: ต้องการความรู้สึกที่ดูสบาย ๆ เหมือนทำงานที่บ้าน (Homey) มีมุมกาแฟรสชาติดี และที่นั่งทำงานที่มีความหลากหลายให้เลือกตามอารมณ์
  • Startups & Small Teams: มักมองหาห้อง Co-working Space ที่มีความเป็นส่วนตัวสูงเพื่อเก็บรักษาความลับทางธุรกิจ แต่ยังเชื่อมต่อกับสมาชิกคนอื่น ๆ ในส่วนกลางได้เมื่อต้องการแรงบันดาลใจ
  • Corporate Workers: สำหรับกลุ่มนี้ การออกแบบออฟฟิศ สำนักงานต้องเน้นความ Professional มีระบบความปลอดภัยของข้อมูล (Cyber Security) และห้องประชุมที่รองรับ Video Conference มาตรฐานสูง
  • Conceptual Clarity: การกำหนด Concept ที่ชัดเจนจะช่วยให้แบบออฟฟิศสวยๆ ของคุณมีจุดเด่นที่แตกต่างจากคู่แข่งและสามารถดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงให้เข้ามาใช้งานได้อย่างสม่ำเสมอ

5. การสร้าง Community และ Brand Identity

Co-working Office ที่ประสบความสำเร็จคือพื้นที่ที่ทำให้คน “เชื่อมต่อ” กันได้โดยไม่รู้สึกล้าหรือถูกบังคับ ซึ่งการออกแบบพื้นที่ทางสถาปัตยกรรมสามารถช่วยกระตุ้นการสร้างชุมชนได้

  • Interaction Design: การออกแบบพื้นที่ Pantry หรือบาร์กาแฟให้เป็น “Water Cooler Effect” หรือจุดตัดที่ทุกคนต้องเดินผ่าน จะช่วยสร้างโอกาสในการทักทายและปฏิสัมพันธ์กันโดยธรรมชาติ
  • Community Board: ควรมีพื้นที่ผนังสำหรับแปะนามบัตร ประกาศรับสมัครงาน หรือมองหาพาร์ทเนอร์ธุรกิจ เพื่อสร้างความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งในชุมชนแห่งนี้
  • Town Hall Space: การจัดสรรพื้นที่เปิดโล่งใจกลางที่นั่งทำงานเพื่อให้สามารถจัดกิจกรรม Network Party หรือ Workshop ได้ จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างสมาชิก
  • Brand Experience: ทุกองค์ประกอบในงานออกแบบควรสะท้อนตัวตนของแบรนด์ หากเน้นกลุ่ม Creative ควรใช้สีสันกระตุ้นไอเดีย หากเน้นกลุ่มธุรกิจควรใช้วัสดุที่ดูพรีเมียมและมั่นคง

6. สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญต้องระวัง (Technical Concern)

การออกแบบ Co-working Space Design ที่สวยงามจะไร้ความหมายหากงานระบบอาคารล้มเหลว ดังนั้นการเลือกทีมรับเหมาตกแต่งภายในที่มีประสบการณ์จะช่วยป้องกันปัญหาเหล่านี้ได้

  • High-Density Wi-Fi: ระบบเน็ตเวิร์กต้องมีความเสถียรและรองรับอุปกรณ์จำนวนมากพร้อมกัน (Bandwidth Management) เพื่อให้การทำงานไม่ติดขัด
  • Electrical Infrastructure: ปลั๊กไฟต้องเพียงพอและปลอดภัย การเดินสายไฟใต้พื้น (Raised Floor) ช่วยให้พื้นที่ดูสะอาดตาและปรับเปลี่ยนผังได้ง่ายในอนาคต
  • Professional Management: การมีทีมงานรับควบคุมงานก่อสร้างที่เชี่ยวชาญจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าแบบก่อสร้างที่สวยงามจะถูกเนรมิตออกมาได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานความปลอดภัยและงานระบบที่ซับซ้อน
  • Security Systems: การติดตั้งระบบ Access Control ที่ทันสมัย เช่น การสแกน QR Code หรือลายนิ้วมือ เป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้งานที่อาจต้องนั่งทำงานจนถึงช่วงดึก

รวม 10 ไอเดียออกแบบ Co-working Space Design ตอบโจทย์การนั่งทำงานทั้งวัน

ออกแบบ Co-working Space ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่ต้องนั่งทำงานทั้งวันนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสภาพแวดล้อมที่ดีจะช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพและความคิดสร้างสรรค์ได้ ไอเดียการออกแบบจึงต้องคำนึงถึงทั้งความสวยงาม ความสะดวกสบาย ฟังก์ชันการใช้งาน รวมถึงบรรยากาศที่ช่วยกระตุ้นการทำงาน นี่คือ 10 ไอเดีย Co-working Space Design ที่จะทำให้คุณสามารถทำงานได้อย่างมีสมาธิและรู้สึกผ่อนคลายตลอดทั้งวัน

1. ใช้สีที่ส่งเสริมการทำงาน

Co-working Space Design เลือกใช้สี

การเลือกใช้สีตกแต่งผนังมีผลต่ออารมณ์และสมาธิของผู้ทำงานโดยตรง ควรเลือกใช้สีโทนเย็น เช่น สีฟ้าอ่อน สีเขียว หรือสีกลางอย่าง สีขาว สีเทา ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศที่สงบ ผ่อนคลาย และไม่รบกวนสมาธิ การใช้สีเหล่านี้จะช่วยลดความตึงเครียดของสายตา และส่งเสริมให้ผู้ใช้งานเกิดสมาธิในการจดจ่อกับงานที่อยู่ตรงหน้าได้ยาวนานขึ้น ทำให้มีประสิทธิภาพในการทำงานหรือการเรียนสูงขึ้น

2. ตกแต่ง Co-working Space ให้ดูทันสมัย

Co-working Space Modern Design

การออกแบบที่ทันสมัยและสวยงามไม่ได้เป็นแค่เรื่องของความงาม แต่ยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจและความรู้สึกภูมิใจที่ได้เข้ามาใช้พื้นที่ การตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์สวย เส้นสายที่เรียบง่าย หรือศิลปะที่น่าสนใจ จะช่วยให้พื้นที่ดูน่าดึงดูดและไม่น่าเบื่อ บรรยากาศที่ดูโปร่ง โล่ง และทันสมัย จะช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ และทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกกระฉับกระเฉง ไม่อยากลุกออกจากโต๊ะทำงาน

3. ใช้กระจก ลดความรู้สึกอึดอัด

Co-working Space กระจก

การใช้ผนังกระจกใสหรือฉากกั้นกระจกในการแบ่งพื้นที่ทำงาน, Share Space, และห้องประชุม ช่วยให้พื้นที่ดูเปิดกว้าง ซึ่งดีต่อสุขภาพจิตของผู้ทำงาน Co-working Space Design ด้วยการใช้กระจกช่วยลดความรู้สึกอึดอัด คับแคบ หรือโดดเดี่ยวลงได้ การมองเห็นพื้นที่ภายนอกยังช่วยให้สายตาได้พักผ่อนจากการจ้องจอคอมพิวเตอร์ และยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานได้เห็นกิจกรรมของคนอื่น ๆ ซึ่งเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางอ้อม

4. แสงสว่างต้องพอเหมาะ ไม่ทำให้ปวดตา

Co-working Space แสงไฟ

ปริมาณและความสม่ำเสมอของแสงสว่างในพื้นที่ทำงานมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพของดวงตา ควรให้มีแสงสว่างในระดับที่เหมาะสม ไม่สว่างจ้าหรือมืดจนเกินไป การใช้ แสงไฟสีวอร์มไวท์ (Warm White) ในบริเวณพักผ่อน และ แสงไฟสีเดย์ไลท์ (Daylight) ในห้อง Co-working Office หลัก จะช่วยให้ผู้ใช้งานจดจ่อกับงานได้ดีโดย ไม่ทำให้เกิดอาการปวดตาหรือตาล้า จากการนั่งทำงานหน้าจอเป็นเวลานาน

5. เปิดรับแสงธรรมชาติ

Co-working Space แสงธรรมชาติ

แสงธรรมชาติเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลดีต่อสุขภาพและการทำงาน แสงแดดอ่อน ๆ ในตอนเช้าและระหว่างวันช่วยปรับสมดุลของนาฬิกาชีวิต และเพิ่มระดับ วิตามินดี ซึ่งช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าและมีอารมณ์ดี การจัดโต๊ะทำงานใกล้หน้าต่าง หรือใช้ช่องแสงขนาดใหญ่ จะช่วยให้ผู้ใช้งานรู้สึกผ่อนคลาย ไม่หดหู่ และมีสมาธิในการทำงานหรือเรียนได้ดียิ่งขึ้น

6. สร้างพื้นที่ประชุมกลุ่ม

Co-working Space office

Co-working Space Design ที่ดี ไม่ได้มีแค่ Co-Working Space ห้องส่วนตัวไว้สำหรับการทำงานคนเดียวเท่านั้น แต่ต้องมีห้องประชุม หรือพื้นที่สำหรับทำงานร่วมกันที่เพียงพอและมีความเป็นส่วนตัวระดับหนึ่ง พื้นที่เหล่านี้ควรมีอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น จอโปรเจกเตอร์ ไวท์บอร์ด และปลั๊กไฟ เพื่อรองรับการระดมสมอง การประชุมลูกค้า หรือการทำงานเป็นทีม การมีพื้นที่เฉพาะนี้ช่วยให้การทำงานกลุ่มเป็นไปอย่างราบรื่น ลดการรบกวน ผู้ที่ทำงานคนเดียว และส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดที่สร้างสรรค์

7. เพิ่มพื้นที่สีเขียว ผสมผสานธรรมชาติ

Co-working Space ธรรมชาติ

Co-Working Space Plan ที่ดี ต้องมีการนำต้นไม้หรือองค์ประกอบจากธรรมชาติเข้ามาตกแต่งภายใน (Biophilic Design) มีผลอย่างยิ่งต่อการลดความเครียดและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การมี มุมต้นไม้จริง หรือสวนแนวตั้ง ช่วยให้ผู้ใช้งานรู้สึกผ่อนคลาย สดชื่น และมีอารมณ์ดีขึ้น เพราะการมองเห็นสีเขียวช่วยลดความเมื่อยล้าของสายตา ทำให้ผู้ใช้งานสามารถนั่งทำงานได้อย่างต่อเนื่องและมีสมาธิมากขึ้นตลอดทั้งวัน

8. แบ่งระยะห่างพื้นที่ทำงานให้เหมาะสม

Co-working Space ระยะห่าง

การจัดวางโต๊ะทำงานโดยคำนึงถึงระยะห่างที่เหมาะสมมีความสำคัญต่อความสะดวกสบายและความเป็นส่วนตัว แม้จะเป็นพื้นที่เปิด แต่ก็ควรมีการเว้นระยะห่าง หรือใช้ฉากกั้นที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้ใช้งาน ไม่รู้สึกถูกรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว การออกแบบให้แต่ละคนมีพื้นที่ส่วนตัวที่เพียงพอต่อการวางอุปกรณ์และทำงานได้อย่างไม่อึดอัด จะช่วยให้พวกเขามีสมาธิและจดจ่อกับงานได้ดียิ่งขึ้น

9. เลือกโต๊ะ เก้าอี้ ที่ตอบโจทย์การนั่ง

Co-working Space เก้าอี้

เนื่องจากผู้ใช้งานต้องนั่งทำงานเป็นเวลานาน การเลือกเก้าอี้เพื่อสุขภาพ (Ergonomic Chair) ที่ปรับระดับได้และรองรับสรีระอย่างเหมาะสมจึงเป็นสิ่งจำเป็น โต๊ะทำงานก็ควรมีระดับความสูงที่เหมาะสมด้วยเช่นกัน การลงทุนกับเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกต้องตามหลักการยศาสตร์ (Ergonomics) จะช่วย ลดอาการปวดหลัง คอ และข้อมือ ทำให้ผู้ทำงานรู้สึกสบายตัว และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่มีปัญหาสุขภาพมาขัดขวาง

10. มีโซฟาสำหรับการพักผ่อน

Co-working Space โซฟา

นอกเหนือจากพื้นที่ทำงานหลักแล้วห้อง Co-Working Space ที่ดีควรมี มุมพักผ่อน หรือมุมเลานจ์ ที่มีโซฟาเบาะนุ่ม โต๊ะกาแฟ และบรรยากาศที่สบาย ๆ เพื่อให้ผู้ใช้งานได้ผ่อนคลายอิริยาบถ การลุกจากโต๊ะมาพักสมองสักครู่ หรือเปลี่ยนไปทำงานในมุมที่สบายกว่า จะช่วย ลดความล้าทางจิตใจ และช่วยให้ความคิดปลอดโปร่ง เมื่อกลับไปทำงานหลักก็จะรู้สึกกระปรี้กระเปร่าและพร้อมที่จะลุยงานต่อ

Co-working Space Design ออกแบบพื้นที่ทำงานที่ลงตัวไปกับ iwa Design

การทำ Co-working Space Design ให้ประสบความสำเร็จในระยะยาว คือการรักษาสมดุลระหว่าง “ศิลปะของการตกแต่ง” และ “วิทยาศาสตร์ของฟังก์ชัน” พื้นที่ทำงานที่ดีต้องสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้คนได้ตลอดเวลา การเลือกใช้องค์ประกอบอย่างเก้าอี้ตามหลักการยศาสตร์ การวางระบบแสงสว่างที่เหมาะสม การออกแบบเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงาม แต่คือการลงทุนเพื่อรักษาสุขภาพจิตและเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานของผู้ใช้งาน

เพื่อให้ Co-Working Space หรือธุรกิจเชิงพาณิชย์ของคุณมีดีไซน์ที่ตอบโจทย์การใช้งานอย่างแท้จริงและสร้างบรรยากาศที่น่าดึงดูดใจ iwa Design พร้อมให้บริการตกแต่งภายในแบบครบวงจร เราเชี่ยวชาญในการออกแบบพื้นที่ธุรกิจที่เน้นฟังก์ชัน รับควบคุมงานก่อสร้างให้ออกมาตอบโจทย์ความต้องการ พร้อมด้วยเฟอร์นิเจอร์น็อคดาวน์ เพื่อให้พื้นที่ของคุณเป็นมากกว่าแค่ที่ทำงาน แต่เป็นสถานที่ที่ส่งเสริมสุขภาพและประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างยั่งยืน

สนใจบริการออกแบบ บิ้วอิน หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

Read < 1 minute

แชร์โพสต์นี้

บ้านไอเดีย

RELATED ARTICLES

construction

การบริหารเวลาในงานก่อสร้างภายใน

Read < 1 minute อิวา ดีไซน์ เราเติบโตมากับงานก่อสร้างภายใน ประเภท Commercial ดังนั้นการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพและเสร็จทันตามกำหนดถือเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้งานเสร็จทันตามกำหนดเวลา และไม่ส่งผลกระทบต่องานในขั้นตอนอื่นๆ อิวา ดีไซน์จะมาแชร์เคล็ดลับดีๆจากการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์กว่า 10 ปี